Category Archives: บทความทั่วไป

บทความที่น่าสนใจ ทิปเทคนิคการดูแลรถ และอื่นๆ

ปัญหารถยนต์..ที่่มากับน้ำท่วม

จากสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ผ่านมานั้น ( ตุลาคม-ธันวาคม 2554 ) ส่งผลกระทบโดยตรงต่อมนุษย์ สิ่งมีชีวิต และสรรพสิ่งต่างๆอย่างมากมายมหาศาล สภาวะน้ำท่วมนั้น ยังทำให้การเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางรถยนต์ถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง

นอกจากการเดินทางที่ไม่สามารถไปยังจุดหมายแล้วนั้น  ตัวรถยนต์เองก็อาจจะเกิดความเสียหาย ถึงแม้ท่านผู้อ่านจะใช้รถ ไม่ใช้รถ จอดรถหนีน้ำ จอดรถจมน้ำหรือจะขับรถลุยสู้กับน้ำก็ตาม รถยนต์บางคันก็อาจจะมีการใช้งานที่เป็นปกติ แต่ก็มีอยู่ไม่น้อยเช่นกันที่มีการขัดข้องเกิดขึ้นหรือปัญหาเกิดขึ้นตามมา หากท่านผู้อ่านมีการใช้รถยนต์อยู่เป็นประจำ ก็จะทราบดีว่ามีสิ่งใดที่ผิดปกติเกิดขึ้นบ้างกับรถยนต์ของตนเอง บางท่านอาจจะมีทักษะบวกกับมีความรู้ก็อาจจะมีการแก้ไขด้วยตนเองได้ แต่สำหรับผู้ที่ไม่ค่อยชำนาญคงจะต้องพึ่งช่างกันต่อไปครับ

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ ท่านผู้อ่านอาจจะทำการตรวจสอบหรือทำการแก้ไขรถยนต์ของตนเองได้ในระดับหนึ่งครับ เรามาดูกันเลยนะครับ

สตาร์ทไม่ได้ หมายความว่าการที่ผู้ขับขี่ทำการติดเครื่องยนต์แต่ตัวเครื่องยนต์ไม่มีการตอบสนองใดๆเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าหรือในขณะนั้นพลังงานในแบตเตอรี่จะมีอยู่เต็มก็ตามรวมถึงระบบกันขโมยก็มิได้มีการทำงานแต่อย่างใด เมื่อเป็นเช่นนี้ก็อาจจะทำการคาดเดาได้ว่า ระบบสตาร์ทกับตัวมอเตอร์สตาร์ทมีการขัดข้องแน่ๆอะไรประมาณนี้ครับ ดังนั้นให้ทำการตรวจสอบ แต่ก่อนที่จะทำการใดๆให้ลองหาอุปกรณ์เคาะไปยังตัวมอเตอร์สตาร์ท เพราะในบางครั้งตัวมอเตอร์สตาร์ทต้องการกระตุ้นสักเล็กน้อยก็จะมีการทำงานครับ ลองดูนะครับ

 

เข้าเกียร์ไม่ได้ ( เกียร์อัตโนมัติ ) หมายความว่าไม่สามารถที่จะเลื่อนคันเกียร์ไปยังตำแหน่งใดๆได้ครับ คือจากตำแหน่งหนึ่งไปยังอีกตำแหน่งหนึ่งได้ ในเบื้องต้นให้ไปดูตัวสายคันเลื่อนเกียร์ เป็นไปได้ว่ามีการเกิดสนิมซึ่งเป็นผลมาจากน้ำ การตรวจสอบอาจจะต้องใช้ทักษะมากหน่อย ตรงที่ว่า คือจะต้องมีการทำให้สายคันเลื่อนเกียร์เป็นอิสระจากเกียร์ โดยการถอดน๊อตยึดที่ปลายสายคันเลื่อนเกียร์ครับ แล้วให้ทดลองการเลื่อนคันเกียร์ ถ้าเลื่อนได้ก็พอที่จะวิเคราะห์ได้ว่า ชุดเกียร์หรือตัวเกียร์มีการขัดข้องครับ เมื่อเป็นดังนี้คงจะต้องพึ่งทางช่างเทคนิคต่อไปครับ

 

 เข้าเกียร์ได้แล้ว แต่รถไม่เคลื่อนที่ ( เกียร์อัตโนมัติ ) กรณีอย่างนี้ในเบื้องต้นให้ตรวจสอบคุณสมบัติของน้ำมันเกียร์ก่อนนะครับ ว่ามีน้ำเข้ามาเจือปนหรือไม่ โดยการดึงก้านวัดน้ำมันเกียร์ออกมา สังเกตสีและกลิ่นจะต้องไม่ดำและไม่ขุ่น ( ดำสกปรก ขุ่นมีน้ำปน ) จากนั้นตรวจสอบระดับของน้ำมันว่าอยู่ในระดับมาตรฐานหรือไม่ หากตรวจแล้วว่าปกติ แสดงว่ายากต่อการตรวจสอบหรือแก้ไขด้วยตนเองครับ ดังนั้นคงจะต้องพึ่งทางช่างเทคนิคต่อไปครับ

 

เครื่องยนต์ติดแล้วมีเสียงดังจากห้องเครื่องยนต์ ( ไม่เปิดแอร์ ) เรื่องของเสียงนั้นต้องบอกเสียก่อนเลยว่า มีมากมายอาจจะทำการวิเคราะห์กันยากสักหน่อย เพราะจะมีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวหลายอย่าง เช่น สายพาน , มู่เลย์ , ลูกลอก , ปั้มน้ำ , และอื่นๆ ซึ่งจะต้องทำการแยกเสียงให้ดี เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มั่นใจว่ามาจากที่ตัวใด ให้ทดลองหล่อลื่นสายพานด้วยจารบีหรือสเปรย์เอนกประสงค์ให้รอบๆตัวสายพาน (ด้านในที่สัมผัสกับชิ้นส่วน) เพราะตัวสายพานอาจจะแห้งเกินไปก็เป็นได้ แต่ถ้าเสียงดังกล่าวไม่หาย คงจะต้องวิเคราะห์ไปยังชิ้นส่วนอื่นต่อไปครับหรือไม่อย่างนั้นคงจะต้องพึ่งช่างเทคนิคเหมือนเดิมครับผม

 

เครื่องยนต์ติดแล้วเปิดแอร์แล้วเกิดเสียงดัง กรณีอย่างนี้พอที่จะคาดเดาได้เลยว่าตัวคอมเพรชเซอร์แอร์มีการขัดข้อง หากท่านผู้อ่านมีความจำเป็นที่จะใช้รถยนต์ เป็นไปได้หรือไม่ครับ ที่จะไม่เปิดแอร์ครับ เพราะในบางครั้งการเปิดแอร์จะทำให้มีความเสียหายที่มากขึ้นครับ แต่ก็มีอยู่บ้างเหมือนกันตรงที่สียงดังเกิดจากตัวสายพานลื่น ( หมุนฟรี ) ครับ ทำให้นอกจากคอมเพรชเซอร์แอร์ไม่ทำงานแล้วก็จะเกิดเสียงดังด้วยครับ แต่ถ้านอกเหนือจากนี้หรือว่ายากกว่านี้คงจะต้องพึ่งช่างเทคนิคอีกเช่นเคยครับ

 

ตรวจรอบๆตัวรถยนต์ภายนอก ได้แก่ บริเวณห้องเครื่องยนต์ , ใต้ท้องรถยนต์ , โคมไฟต่างๆ (น้ำเข้า) เป็นต้น แต่ก็มีอยู่บ้างเหมือนกันตรงที่ว่าทุกชิ้นส่วนนั้น ไม่มีการขัดข้องและความเสียหายใดๆเลย แต่กลับมีเสียงดังเกิดขึ้นในขณะที่รถยนต์เคลื่อนไหว ลักษณะของการเกิดขึ้นดังกล่าว เป็นไปได้ว่าจำพวก บู๊ช-ยางต่างๆ บริเวณจุดหมุนและจุดที่เคลื่อนไหวนั้นๆ เป็นตัวกำเนิดเสียง ดังนั้น จะต้องมีการถอดออกมาทำความสะอาดและมีการหล่อลื่นไปพร้อมๆกันครับ และในการกระทำดังกล่าว ถือว่ายากมากๆครับ ดังนั้นคงจะต้องพึ่งทางช่างเทคนิคอีกเช่นเคยครับ

 

ตามที่กล่าวมาตั้งแต่ต้นนั้น เป็นเพียงอาการเบื้องต้นที่จะเกิดขึ้นกับตัวรถยนต์ครับ อาจจะยังมีอีกหลากหลายปัญหาที่มิได้กล่าวถึงครับ สำหรับท่านผู้อ่านที่พบความผิดปกติในรถยนต์ของตนเองนอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วนั้น ท่านสามารถที่จะทำการติดต่อกับเรา “ พิธานพาณิชย์ ” โทรศัพท์ 02-973-1268 ,  www.phithan-toyota.com ได้ทุกช่องทางการติดต่อของเรา ท้ายนี้ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านพบกับความสมบูรณ์ในรถยนต์ของตนเองทุกๆท่านครับ

 

ความรู้ที่มอบ…ตอบแทนสังคม
แผนกเทคนิคและฝึกอบรม
บริษัท พิธานพาณิชย์ จำกัด ( กรุงเทพฯ )

 

6146096430_b572d7f0e8

รถยนต์นั่งโตโยต้า ทุกรุ่นได้รับเครื่องหมาย “ฉลากเขียว”

รถยนต์นั่งโตโยต้า
ทุกรุ่นได้รับเครื่องหมาย “ฉลากเขียว”
อันแสดงถึงผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม


มร.เคียวอิจิ  ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด รับมอบเครื่องหมาย “ฉลากเขียว” รับรองผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับรถยนต์นั่งทุกรุ่น จาก คุณรัตนาภรณ์ จึงสงวนสิทธิ์   เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) โดยมี ดร.ไชยยศ บุญญากิจ รองประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ร่วมลงนามรับรอง ที่ อาคาร The Style by Toyota   สยามสแควร์

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด มีเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นใน การพัฒนาและผลิตรถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการดำเนินงานเพื่อสิ่งแวดล้อม อย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการ “โตโยต้า…เพื่อสิ่งแวดล้อม” Toyota…All for Environment จากความพยายามทุ่มเทในการพัฒนาและผลิตรถยนต์ที่มีคุณภาพ การปรับปรุงด้านการขายและการบริการหลังการขาย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า เป็นผลให้รถยนต์โตโยต้า ได้รับรางวัลด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ รางวัลเจดี พาวเวอร์ รางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยมแห่งปี (TAQA Award) อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพของสินค้าและบริการในธุรกิจยานยนต์และพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศ

สำหรับเครื่องหมายฉลากเขียวที่ได้รับในครั้งนี้ เป็นการรับรองผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยได้มอบให้กับรถยนต์นั่งที่ผลิตในประเทศไทยทุกรุ่น ได้แก่       วีออส, ยาริส, โคโรลล่า อัลติส และคัมรี่ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป

          เครื่องหมาย “ฉลากเขียว” เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (สสท.) เป็นเครื่องหมายที่แสดงคุณค่าของผลิตภัณฑ์นั้นๆ ต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะมอบให้แก่ผลิตภัณฑ์ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ที่ทำหน้าที่อย่างเดียวกัน ซึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ยานยนต์นั้น ทางคณะอนุกรรมการโครงการฉลากเขียว ได้เริ่มจากการออกข้อกำหนดเฉพาะรถยนต์นั่ง ทั้งนี้ ข้อกำหนดของฉลากเขียวจะแตกต่างไปตามประเภทของผลิตภัณฑ์ โดยข้อกำหนดทั่วไปของฉลากเขียวสำหรับรถยนต์นั่ง อาทิ โรงงานต้องมีระบบควบคุมคุณภาพมาตรฐาน ISO 9001:2000 การกำจัดของเสีย ทั้งจากกระบวนการผลิตและผู้แทนจำหน่าย เป็นไปตามมาตรฐาน ISO 14001 ส่วนข้อกำหนดเฉพาะด้านนั้น ได้แก่ สีและสารเคมีที่ใช้กับผลิตภัณฑ์ จะต้องไม่มีส่วนผสมโลหะหนัก ระดับมลพิษทางเสียงไม่เกินที่กำหนด และมีอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด รวมทั้งต้องผ่านมาตรฐานการปล่อยไอเสียยูโร 3 และสารทำความเย็นที่ใช้ในระบบปรับอากาศต้องมีค่าโอดีพี* เท่ากับศูนย์ ตลอดจนส่วนประกอบและชิ้นส่วนพลาสติกที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ (recycle) เป็นต้น

เครื่องหมาย “ฉลากเขียว” ไม่เพียงแต่เป็นความภูมิใจของโตโยต้า ที่ผลิตรถยนต์ที่มีคุณภาพ และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นความภูมิใจของลูกค้าผู้ใช้รถยนต์    โตโยต้า ที่ได้มีส่วนในการรักษาสิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่ง

“อนาคตสังคมไทย ความภูมิใจของเรา”

 

ดาวน์โหลดฟรี..คู่มือสอบใบขับขี่รถยนต์

คู่มือสอบใบขับขี่รถยนต์

   คู่มือสอบใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ เนื้อหาอธิบายความรู้เกี่ยวกับกฎจราจร การ ใช้รถใช้ถนนให้ถูกต้องและปลอดภัย แสดงภาพจำลองสถานการณ์ต่างๆ เนื้อหาอยู่ในส่วนท้ายๆ ถือว่าใช้ในการเตรียมตัวสอบได้ดีเลยทีเดียว ส่วนรายละเอียดประกอบด้วย

 

- คำนิยาม

- การใช้รถ

- การใช้ไฟ หรือเสียงสัญญาณของรถ

- การบรรทุก

- สัญญาณจราจร และเครื่องหมายจราจร

- การขับรถ

- การขับรถแซง และผ่านขึ้นหน้า

- การออกรถ การเลี้ยวรถ และการกลับรถ

- การหยุดรถ และจอดรถ

- ข้อกำหนดเกี่ยวกับความเร็วของรถ

- การขับรถผ่านทางร่วมทางแยก หรือวงเวียน

- รถฉุกเฉิน

- การลากรถ หรือการจูงรถ

- อุบัติเหตุ

- ลักษณะป้ายจราจร และเครื่องหมายบนพื้นทาง

 

คู่มือสอบใบขับขี่

“ป้ายจราจรถือว่าออกสอบมากที่สุดก็ว่าได้”

 

ป้ายจราจรแบ่งเป็น 3 ประเภท

1. ป้ายบังคับ ได้แก่ ป้ายจราจรที่มีความหมายเป็นการบังคับให้ผู้ใช้ทางปฏิบัติตามเครื่องหมายที่ ปรากฎอยู่ในป้ายนั้น โดยให้ผู้ใช้ทางต้องกระทำ งดเว้นการกระทำ หรือจำกัดการกระทำในบางประการ หรือบางลักษณะ
2. ป้ายเตือน ได้แก่ ป้ายจราจรที่มีความหมายเป็นการเตือนผู้ใช้ทางให้ทราบล่วงหน้าถึงสถาพทาง หรือข้อมูลบางอย่างที่เกิดขึ้นในทางข้างหน้า ซึ่งอาจเป็นอันตราย หรือเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ เพื่อให้ผู้ใช้ทางระมัดระวังในการใช้ทาง
3. ป้ายแนะนำ ได้แก่ ป้ายจราจรที่มีความหมายเป็นการแนะนำให้ผู้ใช้ทางทราบข้อมูลเกี่ยวกับการเดิน ทาง และการจราจร เช่น เส้นทางที่จะใช้ ทิศทาง ระยะทาง สถานที่ เพื่อประโยชน์ในการเดินทาง และการจราจร

ป้ายจราจรประเภทบังคับ

ป้ายบังคับแบ่งเป็น 2 ประเภท

1. ป้ายบังคับที่แสดงความหมายตามรูปแบบ และลักษณะที่กำหนด

2. ป้ายบังคับที่แสดงด้วยข้อความ หรือสัญลักษณ์ หรือทั้งสองอย่างรวมกัน

ป้ายห้ามแซงหมายความว่า ป้าย “ห้ามแซง” ห้ามขับรถแซงขึ้นหน้ารถคันอื่นในเขตทางที่ติดตั้งป้าย

ป้ายห้ามเข้าหมายความว่า ป้าย “ห้ามเข้า” ห้ามรถทุกชนิดเข้าไปในทิศทางที่ติดตั้งป้าย

ป้ายให้รถสวนทางมาก่อนหมายความว่า ป้าย “ให้รถสวนทางมาก่อน” ผู้ขับขี่ต้องหยุดรถตรงตำแหน่งที่ติดตั้งป้าย และรอให้รถที่กำลังสวนทางมา ผ่านไปก่อนหากมีรถข้างหน้าหยุดรออยู่ก่อน ก็ให้หยุดรอถัดต่อกันมาตามลำดับ เมื่อรถที่สวนทางมาผ่านไปหมดแล้ว จึงเคลื่อนรถที่หยุดตรงป้ายนี้ผ่านไปได้

ป้ายห้ามจอดหมายความว่า ป้าย “ห้ามจอดรถ” ห้ามจอดรถทุกชนิดระหว่างแนวเขตที่กำหนด เว้นแต่การหยุดรับ-ส่งคน หรือสิ่งของชั่วขณะซึ่งต้องกระทำโดยมิชักช้า

ป้ายห้ามหยุดรถหมายความว่า ป้าย “ห้ามหยุดรถ” ห้ามหยุดรถ หรือจอดรถทุกชนิดระหว่างแนวเขตที่กำหนดเป็นอันขาด

ป้ายหยุดหมายความว่า ป้าย “หยุด” ผู้ขับขี่ต้องหยุดรถก่อนถึงทางที่ขวางข้างหน้า หรือเส้นแนวหยุด และรอให้รถ หรือคนเดินเท้าบนทางขวางข้างหน้าผ่านไปก่อน เมื่อเห็นว่าปลอดภัย และไม่กีดขวางการจราจรที่บิเวณทางแยกนั้นแล้ว จึงให้เคลื่อนรถต่อไปได้ด้วยความระมัดระวัง

ป้ายให้ทางหมายความว่า ป้าย “ให้ทาง” ผู้ขับขี่ต้องระมัดระวัง และให้ทางแก่รถ หรือคนเดินเท้าบนทางขวางข้างหน้าผ่านไปก่อน เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรที่บริเวณทางแยกนั้นแล้ว จึงให้เคลื่อนรถผ่านไปได้ด้วยความระมัดระวัง

ป้ายห้ามกลับรถไปทางขวาหมายความว่า ป้าย “ห้ามกลับรถไปทางขวา” ห้ามกลับรถไปทางขวา โดยมากสังเกตุเห็นตามบริเวณที่ห้ามกลับรถ
ป้ายจราจรประเภทเตือนเพื่อให้ทราบถึงสภาพทาง

ป้ายทางโค้งซ้ายหมายความว่า ป้าย “ทางโค้งซ้าย” ทางข้างหน้าโค้งไปทางซ้ายให้ขับรถช้าลง และชิดซ้ายด้วยความระมัดระวัง

ป้ายทางโค้งรัศมีแคบเลี้ยวขวาหมายความว่า ป้าย “ทางโค้งรัศมีแคบเลี้ยวขวา” ทางข้างหน้าเป็นทางโค้งรัศมีแคบไปทางขวา ให้ขับรถช้าลง และชิดซ้ายด้วยความระมัดระวัง

ป้ายทางเอกตัดกันหมายความว่า ป้าย “ทางเอกตัดกัน” ทางข้างหน้าเป็นทางแยกตามลักษณะสัญลักษณ์ ผู้ขับรถมาถึงก่อนให้เคลื่อนตัวไปก่อน แต่เมื่อมาถึงพร้อมกันต้องหยุดให้รถด้านซ้ายมือไปก่อน และขับรถด้วยความระมัดระวัง

ป้ายทางโทแยกทางแยกเยื้องกันเริ่มซ้ายหมายความว่า ป้าย “ทางโทแยกทางเอกเยื้องกันเริ่มซ้าย” ทางข้างหน้ามีทางโทแยกไปทางซ้าย และหลังจากนั้นมีทางโทแยกไปทางขวา ให้ขขับรถด้วยความระมัดระวัง

ป้ายทางลอดต่ำหมายความว่า ป้าย “ทางลอดต่ำ” ทางข้างหน้าจะต้องลอดต่ำรถที่มีความสูง และบรรทุกสิ่งของไม่เกินจำนวนตัวเลขที่แสดงไว้ในป้ายผ่านได้ ให้ขับรถช้าลง และเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

ป้ายทางแคบด้านขวาหมายความว่า ป้าย “ทางแคบด้านขวา” ทางข้างหน้าด้านขวาแคบลงกว่าทางที่กำลังผ่าน และเพิ่มความระมัดระวังยิ่งขึ้น

 

*** สำหรับการสอบข้อเขียน เจ้าหน้าที่จะแจกข้อสอบ พร้อมอธิบายวิธีการสอบ ซึ่งผู้สอบจะต้องสอบได้ 23 ข้อจาก 30 ข้อ ถือว่าผ่านการพิจารณา ฉะนั้นภายในคู่มือสอบใบขับขี่รถยนต์นี้ได้รวบรวมข้อสอบที่ออกสอบทั้งหมดไว้แล้ว…

ดาวน์โหลด : คู่มือสอบใบขับขี่รถยนต์ ปี 2554

 

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.drivingdd.com/

ป้องกันอาการเหินน้ำ (Hydroplane)

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า Hydroplane หรืออาการเหินน้ำคืออะไร คือ การบางอย่างที่หมุนไปเหนือ ชั้น (Layer) ของน้ำ หรือสิ่งสกปรกเช่น โคลน เลนที่อยู่บนพื้นผิวถนน ทำให้เกิดการสูญเสียการควบคุม ซึ่งรวมทั้งหมด เช่น การเร่ง การเข้าโค้ง หรือแม้แต่การเบรค  เพราะความฝืดระหว่างล้อรถยนต์กับถนนนั้นไม่มีแล้วนั่นเอง

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ Hydroplane

  1. ความเร็วของรถยนต์  ความเร็วของรถยนต์นั้นเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก เพราะรถยนต์ยิ่งวิ่งมาเร็วเท่าไหร่ โอกาสที่ล้อจะรีดน้ำได้ทันนั้นจะยิ่งน้อยลง ทำให้ชั้นของน้ำนั้นหนามากกว่า และมีโอกาสก่อให้เกิดอาการเหินน้ำได้มากกว่า
  2. น้ำหนักของรถยนต์  รถยนต์ยิ่งน้ำหนักมาก เมื่อเสียการควบคุมแล้ว แรงเฉี่อยจะยิ่งมากกว่า
  3. ดอกยางของรถยนต์  ลักษณะของดอกยาง และ ความลึกของดอกยางนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก จากในรูป จะเห็นว่า ดอกยางข้างต้นมีการรีดน้ำไปด้านข้างของล้อด้วย ความลึกของดอกยางนั้น ทางทฤษฎีแล้ว หากดอกยางเหลือเพียงครึ่งเดียว ความเร็วจะต้องลดลงจากเดิมประมาณ 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (เทียบกับดอกยางเต็มๆ)
  4. ล้อรถยนต์  หากเป็นล้อรถยนต์ที่มีหน้ากว้าง และยางกว่า(รัศมีมากกว่า) โอกาสเกิด Hydroplane จะยิ่งน้อยกว่า
  5. ลักษณะของพื้นผิวถนน หากเป็นพื้นคอนกรีตแล้ว โอกาสเกิดเหตุการณ์จะยิ่งง่ายกว่า ถนนที่มียางมะตอยราด เพราะยังมีร่องน้ำ ตามรูของพื้นผิวถนน นอกจากนี้ยังมีความชัน และความเอียงของพื้นผิวถนนที่เป็นปัจจัยเล็กน้อยอีกด้วย

เรามาดูวิธีป้องกันกัน

  1. อย่าได้ขับรถเร็วเกิน 95 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หากพื้นผิวถนน มีน้ำขัง หรือแม้แต่เปียกเล็กน้อย
  2. ยางรถยนต์ ต้องมีดอกยางเสมอ (วัดด้วยเหรียญ ) ยิ่งดอกยางยังมีอยู่เยอะ ยิ่งรีดน้ำได้ดีกว่า
  3. หากรถยนต์ของคุณมีระบบ Traction Control อย่าได้ลืมเปิดใช้งานเวลาถนนเปียก
  4. หากเลือกรถใช้งานได้ ขณะฝนตก ควรเลือกรถยนต์ที่มีระบบ ABS ทั้ง 4 ล้อไว้ก่อน (รถยนต์บางชนิดจะมีเพียง 2 ล้อหน้า หรือ 2 ล้อหลัง)
  5. หากเริ่มเกิดอาการสูญเสียการควบคุมจากอาการเหินน้ำแล้ว ควรปฎิบัติดังนี้
  1. หากรถยนต์อยู่ในทางตรง และมาด้วยความเร็วน้อย จะสูญเสียการควบคุมเพียงเล็กน้อย นักขับจะต้องพยายามควมคุมทั้งความเร็ว และทิศทางให้เหมือนปุยนุ่น อย่าได้พยายามควบคุมทุกอย่างอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเบรค หรือหักล้อรถยนต์เต็มที่ อย่าได้ทำแบบนั้นเด็ดขาด
  2. หากรถยนต์อยู่บนท้องถนน และเกิดอาการจากการเหินน้ำ ที่เกิดจากการเร่งความเร็วอย่างฉับพลัน จะเกิดอาการ 3 อย่าง คือ 1 ต้นเหตุเกิดที่ล้อหน้า  คำแนะนำสำหรับล้อหน้าคือ โอกาสเกิดรถหมุนนั้นจะมาก ต้องปล่อยเลยไป โดยมีโอกาสที่รถยนต์จะตกข้างทาง หรือพาดกับต้นไม้ หรือเสาไฟฟ้า เพราะเราเตือนคุณแล้วว่า อย่าได้เร่งความเร็วฉับพลัน 2.เหตุเกิดจากล้อหลัง การรักษาการควบคุมจะง่ายกว่า เพราะอาการจะเกิดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น 3.เกิดเหตุทั้ง 4 ล้อ รถยนต์จะไม่หมุน แต่จะมุ่งตรงไปด้านหน้า (แม้ว่าจะหักล้อหมุน รถก็ตรงไปด้านหน้าอยู่ดี) ดังนั้นคุณยังมีโอกาสควบคุมเล็กน้อย พยายามลดความเร็ว โดยไม่เหยียบคันเร่งเพิ่ม รักษาทิศทางของรถยนต์ไว้

ประเด็น สำคัญ คือ อย่าได้เหยียบเบรค เพราะจากการทดสอบหลายครั้ง ผู้ขับขี่ส่วนมากจะเหยียบเบรค (ในการทดสอบดูจากไฟท้ายรถยนต์) เพราะการเหยียบเบรคแบบกระทันหัน จะยิ่งทำให้เกิดอาการเหินน้ำมากขึ้น เพราะยางรถยนต์หยุดรีดน้ำ ทำให้โอกาสเกิดสูญเสียการควบคุมรถยนต์มากขึ้นไปอีก

แต่ประเด็นที่ สำคัญยิ่งกว่า คือ พยายามหลีกเลี่ยงโอกาสเกิดอาการเหินน้ำให้มากที่สุด เพราะแม้แต่นักขับอาชีพ ก็ยังยากที่จะควบคุมรถยนต์ได้ โดยเฉพาะการขับรถยนต์ขณะฝนตกนั้น ควรขับรถยนต์ด้วยความเร็วที่ไม่เกิน 95 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และอย่าเร่งหรือลดความเร็วแบบฉับพลัน

 

อ้างอิง :

http://koolauto.net/

http://www.smartmotorist.com/driving-guideline/hydroplaning-aquaplaning.html

คลิปการแก้ไขเมื่อเกิดเหตุการณ์ Hydroplane

33325

ร่วมแบ่งปันวิธีลดโลกร้อน “เพื่อเรา เพื่อโลก”

อากาศข้างนอกมันช่างร้อนเหลือเกิน จนต้องหลบเข้าห้องแอร์  เปิด-ปิดตู้เย็นหาน้ำเย็นๆดื่มซะหน่อย  เอากระดาษทิชชู่มาซับหน้าสัก10แผ่น เหงื่อก็ยังไม่แห้ง

เปิดทีวีดูข่าว น่าสงสารผู้ประสบภัย ยังไงก็เป็นกำลังใจให้นะคะ  หลายๆท่านคงเคยได้เห็นและได้ยินข่าว ว่ามีบางประเทศหิมะตก ทั้งๆที่ไม่เคยมีมาก่อน บางประเทศก็ร้อนจนมีผู้คนล้มป่วยหรือเสียชีวิตไปเลยก็มี  แผ่นดินไหว พายุที่รุนแรง คงจะปฏิเสธไม่ได้ค่ะว่า ปรากฏการต่างๆที่เกิดขึ้นเหล่านี้ เป็นปรากฏการที่เขาเรียกกันว่า

 

หมายถึง การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่เกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์เรานี้แหละคะ  ที่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้นเราจึงเรียกว่า ภาวะโลกร้อน (Global Warming)
กิจกรรมของมนุษย์ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน คือ กิจกรรมที่ทำให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศเพิ่มมากขึ้น ได้แก่

- การเผาไหม้เชื้อเพลิงโรงงานอุตสาหกรรม,
– การตัดไม้ทำลายป่า หรือแม้กระทั้งกิจกรรมเล็กๆน้อยๆที่ผู้เขียนเองก็เคยทำ (น้องๆหนูๆไม่ควรเอาเป็นตัวอย่างนะคะ)
– เปิดแอร์ทิ้งไว้ตอนไม่มีคนอยู่ในห้อง
– เปิด-ปิดตู้เย็นบ่อยๆ
– ใช้กระดาษทิชชู่ 10 แผ่นมาซับหน้าแทนที่จะใช้เพียงแผ่นสองแผ่นก็พอ
– เปิดน้ำทิ้งไว้เวลาแปรงฟัน

ฯลฯ

พลังงานที่พวกเราใช้กันอยู่ทุกวันนี้กว่าจะมาถึงให้เราได้ใช้นั้น ต้องผ่านกระบวนการขั้นตอนในการผลิตมากมาย
และแต่ละขั้นตอนก็จะทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกขึ้นมาทั้งนั้น ในอนาคตคาดว่าผลกระทบของภาวะโลกร้อนจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ นะคะ

เพราะฉะนั้นพวกเรามาช่วยกันลดภาวะโลกร้อนนี้กันเถอะค่ะ พวกเราสามารถช่วยกันได้หลายวิธีนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการลดใช้พลังงาน ลดใช้ถุงพลาสติก ลดใช้สิ่งของที่ไม่จำเป็นเพื่อที่จะสร้างขยะให้น้อยลง ปลูกต้นไม้ และยังมีอีกเยอะแยะมากมาย

บทความโดย katayjung

276

TOYOTA ประกาศกำลังการผลิตกลับสู่สภาวะปกติเร็วกว่าคาด

บริษัท Toyota แถลงถึงความคึบหน้าของบริษัทในการเดินไลน์ประกอบรถยนต์ หลังจากเหตุการณ์ภัยพิบัติในประเทศญี่ปุ่น…

จาก เหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีผลทำให้บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วน ไม่สามารถจัดส่งชิ้นส่วนมายัง บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ประเทศไทย ได้ ส่งผลให้บริษัทฯต้องปรับลดกำลังการผลิตลง ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน เป็นต้นมา

ขณะนี้ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ประเทศไทย จำกัด ได้ประเมินสถานการณ์และแก้ไขปัญหา ด้วยความร่วมมือและความพยายามอย่างสุดความสามารถจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนในการฟื้นฟูกำลังการผลิต ทำให้สามารถจัดส่งชิ้นส่วนมายังบริษัทฯได้รวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ และ ส่งผลดีต่อการผลิตรถยนต์ในโรงงานประกอบรถยนต์โตโยต้าทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ โรงงานสำโรง โรงงานเกตเวย์ และ โรงงานบ้านโพธิ์ ทำให้เริ่มทำการผลิตได้ในระดับปกติ ตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้มีการเตรียมพร้อมการผลิตเป็นอย่างดีในช่วงการชะลอการผลิต โดยจัดกิจกรรมและจัดการอบรมต่าง ๆ สำหรับพนักงานให้พร้อม เพื่อรองรับการกลับมาสู่สภาวะปกติสำหรับการผลิตรถยนต์ และสำคัญที่สุด บริษัทฯ ต้องขออภัยลูกค้าทุกท่านที่ได้รับความไม่สะดวกจากการจัดส่งรถยนต์ล่าช้า และขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ได้ให้ความไว้วางใจ และ ให้โอกาสในการรอรับรถยนต์โตโยต้าในสถานการณ์เช่นนี้ สำหรับการยืนยันวันที่จะทำการส่งมอบรถให้กับลูกค้าทุกท่านนั้นทางผู้แทน จำหน่ายในแต่ละท้องที่ จะเป็นผู้ดูแลและประสานงานอย่างใกล้ชิดกับลูกค้าทุกท่านต่อไป เพื่อให้สามารถรับรถได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ เพื่อความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้าที่เลือกใช้รถยนต์จากโตโยต้า

ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่มีขนาดความแรง ถึง 9.0 แมคนีจูดสเกล ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งไม่สามารถทำการส่งมอบอะไหล่ให้กับบริษัทโตโยต้าได้ทันตามกำหนด ผลกระทบในครั้งนี้ทำให้ค่ายโตโยต้าต้องขาดทุนถึงกว่า 1.10 แสนล้านเยน หรือ ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท โดยในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2554 นี้ บริษัทฯ จะวางแฟนฟื้นฟูผลผลิตรถยนต์ทั้งในประเทศและต่างประเทศให้กลับมาอยู่ที่ระดับ ร้อยละ 70  และตั้งเป้าผลักดันการผลิตให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติภายในเดือนพฤจิกายนหรือ ธันวาคม 2554 เป็นอย่างช้า.

Arcom Roumsuwan
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook http://www.facebook.com/chang.arcom

ที่มาของข่าว : ไทยรัฐ

logo_phithan

สนใจโฆษณากับพิธานพาณิชย์ ~phithan-toyota.com

ปัจจุบันเว็บไซต์ของพิธาน มีผู้เช้าชมต่อวัน 8,000 – 10,000 กว่าคน

มีผู้เข้าชมใหม่  57.10%  และมีอัตราการตีกลับหรือเข้ามาอีกถึง 48.51%

มีจำนวนหน้าที่การเปิดดูถึง 1,082,578 เพจ

 

 

 

* ข้อมูลการ Analysis จาก google.com

แบนเนอร์ที่ท่านสนใจโฆษณากับทางเว็บไซต์พิธานพาณิชย์จะปรากฏต่อสายต่อผู้มาเยี่ยมชมเว็บไซต์ในตำแหน่งที่เหมาะสมต่อสายตาผู้เข้าชม เราจึงขอเสนอตำแหน่งแบนเนอร์เพื่อโฆษณาในเว็บไซต์ของพิธาน www.phithan-toyota.com  ดังต่อไปนี้

ตำแหน่งที่ 1 และ 2

แสดงแบนเนอร์ในหน้าแรกของเว็บไซต์ ผู้เยี่ยมชมที่เข้ามาเว็บไซต์จะต้องเจออย่างแน่นอน
ตำแหน่งที่ 1 ราคา 3,000 บาท/เดือน
ตำแหน่งที่ 2 ราคา 2,000 บาท/เดือน

ตำแหน่งที่ 3

แสดงแบนเนอร์ในหน้าเว็บบอร์ด โฆษณาของท่านจะปรากฏในหน้าเว็บบอร์ดทุกๆหน้า
ตำแหน่งหมายเลข 1 โฆษณาแบบ Rotate สลับไปมาไม่เกิน 4 แบนเนอร์  ราคา 3,000 บาท/เดือน
ตำแหน่งหมายเลข 2 ราคา 2,000 บาท/เดือน

ตำแหน่งที่ 4

แสดงแบนเนอร์ในหน้าราคารถ และหน้าบทความ ราคา 2,000 บาท/เดือน

หากสนใจตำแหน่งโฆษณาในตำแหน่งไหน สอบถามรายละเอียดและราคาโฆษณาได้ที่ phithan@phithan-toyota.com หรือ โทร. 027166360 ต่อ 62-64

โตโยต้าประกาศความร่วมมือกับไมโครซอฟท์พัฒนา Smart-Car

ในวันนี้สองยักษ์ใหญ่ต่างวงการอย่างโตโยต้าและไมโครซอฟท์ได้ประกาศความ ร่วมมือเพื่อพัฒนา Smart-Car โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดจำหน่ายใน 170 ประเทศเริ่มต้นปีหน้า

โตโยต้าประกาศว่าเทคโนโลยีที่จะนำเสนอนี้เป็นรถยนต์แบบไฮบริดซึ่งเชื่อม ต่อกับระบบกลุ่มเมฆ Windows Azure ของไมโครซอฟท์ ทำให้ผู้ใช้งานตรวจสอบระดับพลังงานไฟฟ้าสะสมและคอยเตือนเมื่อถึงเวลาต้อง ชาร์จไฟเพิ่ม ตลอดจนถึงการสตรีมเพลง แผนที่ ระบบจัดการอัจฉริยะเช่นสั่งเปิดแอร์ก่อนถึงบ้าน และรวมถึงการดึงข้อมูลที่จำเป็นต่างๆ ขณะเดินทาง ซึ่งเสมือนหนึ่งรถยนต์จะเป็นคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือที่มี “แอพ” ต่างๆ ให้เลือกใช้งาน

โตโยต้าได้จัดตั้งบริษัท Toyota Media Service เพื่อทำโครงการนี้ร่วมกับไมโครซอฟท์เป็นเงินลงทุน 1 พันล้านเยน โดยหวังว่าจะทำให้นักพัฒนาสนใจผลิตแอพพลิเคชั่นสำหรับรถยนต์

ที่มา http://www.blognone.com/news/22890 ,

http://online.wsj.com/article/BT-CO-20110406-714355.html

Know Your TYRE….ยางใหม่ไว้ล้อหลัง ไม่ใช่ล้อหน้า

ความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนยางใหม่

ภายในคลิปจะมีการทดสอบยางใหญ่ที่เปลี่ยนที่ล้อหลัง กับ ล้อหน้า

รถสีน้ำเงินในคลิปเปลี่ยนยางใหม่ที่ล้อหน้า ..ส่วนรถสีขาวเปลี่ยนยางใหม่ที่ล้อหลัง

ลองดูคลิปนี้ว่าเกิดผลดี/ผลเสียต่างกันอย่างไรครับ

5397378836_863d5093f0

การใช้เอกสาร Knock for Knock (ใบยืนยันการเกิดเหตุ)

1.

ใบยืนยันการเกิดเหตุ
(Knock For Knock)

2.

– ตกลงกันได้ว่าใครผิดหรือถูก

– ลงชื่อยินยอม

3.

แลกเอกสาร

4.

ติดต่อบริษัทประกันภัย

ประโยชน์

– ไม่ต้องรอบริษัทประกัน หากรถที่ชนกันเป็นรถที่มี
ประกันภัยรถยนต์สมัครใจ และสามารถตกลงกันได้ในที่เกิดเหตุ

– เพียงกรอกรายละเอียดครบถ้วน แล้วแลกกัน สามารถแยกย้ายทันที ไม่มีปัญหา

วิธีการใช้เอกสาร เมื่อเกิดอุบัติเหตุ

  1. แสดงเอกสารใบยืนยันการเกิดเหตุ(Claim Form) และสอบถามอีกฝ่ายหนึ่งว่ามีเอกสารลักษณะเดียวกันกับท่านหรือไม่* หากมีให้ดำเนินการในข้อต่อไป หากไม่มีให้ติดต่อบริษัทประกันภัยของท่าน
  2. ตรวจหมายเลขทะเบียนรถในเอกสารใบยืนยันการเกิดเหตุ (Claim Form) ของอีกฝ่ายว่าตรงกับหมายเลขทะเบียนรถของเขาหรือไม่
    * หากไม่ตรงให้ติดต่อบริษัทประกันภัยของท่าน หากตรงให้ดำเนินการในข้อต่อไป
  3. กรอกรายละเอียดลงในเอกสารของตนในส่วนที่ 2 ของเอกสาร และบันทึกรายการความเสียหายรถของท่านและรถของคู่กรณีให้ตรงกันทั้งสองฝ่าย ในส่วนที่ 3 และส่วนที่ 4
  4. ให้ผู้ขับขี่ลงลายมือชื่อในเอกสารของตนและของอีกฝ่ายหนึ่ง ถ้าท่านเป็นฝ่ายถูกให้ลงในช่องฝ่ายถูก ถ้าท่านเป็นฝ่ายผิดให้ลงในช่องฝ่ายผิด หรือหากประมาทร่วมให้ทำเครื่องหมายหน้าคำว่า “ประมาทร่วม” หากไม่ทราบว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดให้ถือความเห็นของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร
  5. แลกเอกสารใบยืนยันการเกิดเหตุ (Claim Form) กับอีกฝ่ายหนึ่ง แล้วจึงนำเอกสารที่ได้รับไปติดต่อบริษัทประกันภัยของท่าน ภายใน 7 วัน เพื่อแจ้งอุบัติเหตุเป็นลายลักษณ์อักษร และเพื่อคุ้มครองสิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ก่อนนำรถเข้ารับการซ่อมต่อไป
  6. กรณีรถของท่านเป็นประกันภัยประเภท 2 หรือประเภท 3 และท่านเป็นฝ่ายถูก ให้นำเอกสารของอีกฝ่ายติดต่อบริษัทประกันภัยฝ่ายผิด เพื่อดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายภายใน 7 วันต่อไป
  7. ขอรับเอกสารใบยืนยันการเกิดเหตุ (Claim Form)ใบใหม่ เพื่อใช้ในคราวต่อไป

โปรดอ่านคำแนะนำ

1. ผู้เอาประกันภัย

1.1 เมื่อเกิดอุบัติเหตุต้องแจ้งบริษัทฯ ทันที โดยติดต่อที่ เบอร์แจ้งอุบัติเหตุของบริษัทประกันภัย ที่ท่านทำประกันนั้นอยู่

1.2 กรอกเอกสารให้ชัดเจน และลงลายมือชื่อเป็นหลักฐานทั้งสองฝ่าย เพื่อแลกเปลี่ยนกับคู่กรณี

1.3 นำเอกสารของคู่กรณีไปติดต่อบริษัท ฯ ทันที ยกเว้นเมื่อท่านมีประกันภัยประเภท 2 หรือ 3 และท่านเป็นฝ่ายถูก ให้ติดต่อบริษัทของคู่กรณี

2. คู่กรณี (ในกรณีรถของท่านเป็นประกันภัยประเภท 2 หรือประเภท 3 และท่านเป็นฝ่ายถูก)

2.1 ให้นำใบยืนยันการเกิดเหตุพร้อมกับ รถคันที่เกิดอุบัติเหตุ ไปติดต่อบริษัทที่ทำประกันอยู่ หรือศูนย์ตรวจสอบอุบัติเหตุใกล้บ้านท่านทันที โดยติดต่อที่เบอร์แจ้งอุบัติเหตุของบริษัทประกันภัย ที่ท่านทำประกันนั้นอยู่

ข้อควรระวัง

  1. รถสองคันต้องมีประกันภัย ชั้น 1 และขณะเกิดเหตุ ต้องมีใบยืนยันการเกิดเหตุ ทั้งคู่
  2. ผู้ประสบเหตุต้องตรวจสอบว่าใบยืนยันการเกิดเหตุ ใช้ได้ถึงเมื่อไร?
  3. ตรวจสอบหมายเลขกรมธรรม์ ว่าหมายเลขตรงกับทะเบียนรถของคู่กรณี หรือไม่
  4. ทั้งคู่ สภาพว่า ฝ่ายใด ผิด ถูก หรือประมาท ร่วม โดยต้องดูว่า ทะเบียน ของรถคู่กรณี นั้นตรงกับเอกสารใบยืนยันการเกิดเหตุ หรือไม่
  5. นำใบยืนยันการเกิดเหตุ ติดต่อประกันภัย ภายใน 7 วัน เพื่อคุ้มครองสิทธิในการเรียกร้องสินไหม
  6. หากรถเราเป็นประกันภัย ประเภท 2 หรือ 3 นั้น ต้องเป็นฝ่ายถูก ถึงจะเรียกร้องเอา เอกสารใบยืนยันการเกิดเหตุ จากฝ่ายที่เป็นฝ่ายผิด เพื่อตัวเองจะได้นำไปติดต่อกับ บ.ประกันภัยของฝ่ายผิดเพื่อเรียกร้อง ได้ภายใน 7 วัน
  7. หากใช้แล้ว ต้องเรียกขอเอกสารใบใหม่ จากบ.ประกันภัยของลูกค้าทุกครั้ง เพื่อใช้ในครั้งถัดไป