Tag Archives: NGv

2_13

โตโยต้า ห่วงใย ในสิ่งแวดล้อม (TOYOTA Hybrid)

โตโยต้า  ห่วงใย ในสิ่งแวดล้อม  1

ปัญหาสิ่งแวดล้อม  ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งมีชีวิต  และอันดับต้นๆ ก็เกิดจากรถยนต์ ในการที่ปล่อยไอเสียออกมาเป็นจำนวนมาก  บวกกับการสะสมที่เป็นระยะเวลานาน  ตั้งแต่มีการเริ่มผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง  เมื่อมีการปล่อยสู่บรรยากาศจะมีก๊าซที่เป็นมลพิษ   ได้แก่     ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์  (Co) คาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) ไนโตรเจนออกไซด์ (Nox ) และสารไฮโดรคาร์บอน ( Hc ) สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้มีปัญหาด้านมลพิษ  ดังนั้น สิ่งมีชีวิตรับไปแบบเต็ม ๆ
ในถนนหนทางที่มีการจราจรอย่างหนาแน่น  สังเกตได้ว่าการหายใจจะแสบจมูก, เวียนศีรษะ, คันตามร่างกาย เป็นต้น  การที่มีการสูดดมเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากๆ ที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า ไม่เป็นผลดีต่อร่างกายมนุษย์แน่นอนที่สุดส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ  บางครั้งร้ายแรงถึงขั้นเป็นมะเร็งก็มีโอกาสเช่นกัน  เห็นไหมครับว่า ไอเสียที่คุณปล่อยออกมาจากรถยนต์นั้นน่ากลัวเช่นกัน  มิหนำซ้ำในเรื่องของชิ้นส่วนรถยนต์ที่เสื่อมสภาพจากการใช้งานก็มีอีกเป็นจำนวนมาก  ถึงแม้ว่าจะมีขบวนการนำชิ้นส่วนกลับมาใช้ใหม่     ( RECYCLE ) ก็ตาม   ด้วยเหตุนี้  ผู้ผลิตรถยนต์จึงพยายามหาแนวทางใหม่ ๆ ในการผลิตรถยนต์ที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด  ไม่ว่าจะอยู่ในขบวนการใดก็ตามผู้ผลิตย่อมคำนึงถึงโดยตลอด  การใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่ทันสมัยใหม่ ๆ การเลือกใช้เครื่องยนต์ที่มีค่ามลพิษจากการเผาไหม้ต่ำ เช่นรถยนต์พลังงานก๊าซธรรมชาติอัด  ไม่ว่าจะเป็น  NGV หรือ CNG ก็ตาม รถยนต์ไฟฟ้าลูกผสมหรือที่เรียกว่า ไฮบริด ( HYBRID ) (ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับไฮบริด)
ปัญหาสิ่งแวดล้อมถือว่าเป็นเรื่องใหญ่  ในฐานะที่โตโยต้าเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลก ไม่นิ่งนอนใจ  จึงมุ่งมันพัฒนาเทคโนโลยี  เพื่อสร้างสรรค์ให้โลกปลอดมลพิษอากาศสดใส เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วทางโตโยต้าได้มีสโลแกนคำหนึ่งว่า “ อากาศใส  สบายปอด ”  ถือว่าขณะนั้นประสบผลสำเร็จได้เป็นอย่างดี  บัดนี้ก็เช่นกัน  ทางโตโยต้าได้ยึดหลัก 4 ประการ  ดังนี้
1.การพัฒนาเครื่องยนต์ในรุ่นปัจจุบัน

  • เครื่องยนต์เบนซิน มีการพัฒนาทางเทคโนโลยีให้สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบวาวล์แปรผันอัจฉริยะ VVT- i ซึ่งแปรผันเฉพาะวาวล์ไอดี แต่ปัจจุบันกายเป็น DUAL VVT- i ซึ่งเป็นการแปรผันวาวล์ทั้งฝั่งไอดีและไอเสีย ทำให้เครื่องยนต์มีการปล่อยมลพิษที่น้อยลง  การสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงก็น้อยลง แต่ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์เพิ่มมากขึ้น  นอกจากนี้ทางโตโยต้ายังมีระบบการจ่ายเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้แบบโดยตรง ( Direct  injection  4-stoke หรือ  D – 4 ) สำหรับในประเทศไทยยังไม่ค่อยได้เห็นกัน  รวมถึงระบบเผาไหม้แบบเจือจาง ( Lean  Burn ) ที่ในประเทศไทยก็ไม่ค่อยได้เห็นเช่นกัน
  • เครื่องยนต์ดีเซล ปัญหาควันดำซึ่งพบมากในเครื่องยนต์ดีเซล มีมลพิษที่ปล่อยออกมาสูง ทางโตโยต้าจึงได้พัฒนาจากเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นเก่ามาเป็นระบบคอมมอนเรล (Common Rial ) ทุกรุ่นในปัจจุบัน  ซึ่งผ่านมาตรฐาน ยูโร 3 ( EuRo 3) ที่ประเทศไทยบังคับใช้ในปัจจุบัน

2.การใช้เชื้อเพลิงทดแทน
 ณ  ปัจจุบันทางโตโยต้า ได้ผลิตรถยนต์ที่สามารถใช้เชื้อเพลิงที่เป็นก๊าซได้  แต่มิใช่ว่าจะเป็นก๊าซเพียงอย่างเดียว  แต่สามารถใช้น้ำมันและก๊าซได้ ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ใช้รถยนต์

3.การใช้พลังงานไฟฟ้า
 พลังงานนี้  ไม่ก่อให้เกิดไอเสีย  เพราะใช้มอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ในการขับเคลื่อน  แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้างในเรื่องของการใช้งาน คือต้องมีการชารท์บ่อยหลังการใช้งาน
4.การใช้เทคโนโลยี ไฮบริด (HYBRID) 
เป็นนวัตกรรมใหม่แห่งเทคโนโลยีเครื่องยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ควบคู่กันในการขับเคลื่อนรถยนต์  ในระบบโตโยต้า ไฮบริด ( TOYOTA  HYBRID  SYSTEM – THS ) ได้รับการยอมรับอย่างมากในทางปฏิบัติ จากผู้บริโภค  เช่น  รถยนต์ พรีอุส ( PRIUS ) ที่ปัจจุบันมียอดจำหน่ายที่สูงมากในทั่วโลก  ระบบไฮบริดของโตโยต้าได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนกำเนิดเทคโนโลยีล่าสุด  รถยนต์ไฮบริดเซลล์เชื้อเพลิง ( FUEL  CELL  HYBRID  VEHICLE – FCHV ) ซึ่งใช้ก๊าซไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิง


นอกเหนือการพัฒนารถยนต์  กระบวนการผลิต   ตลอดจนเลือกใช้วัตถุดิบในการผลิตโดยเฉพาะชิ้นส่วนที่สามารถรีไซเคิลได้เพื่อลดปริมาณขยะจากรถยนต์ที่เสื่อมสภาพ  การเลือกใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งทางโตโยต้า พยายามอย่างต่อเนื่อง เพื่อรถยนต์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด

1265273753

ติดแก๊ซคุ้มจริงหรือ??

ตลาดรถกระบะบ้านเราช่วงนี้อยู่ในภาวะอึดอัดหาวเรอ
เพราะสิงห์ปิกอัพกำลังขวัญผวากับราคาดีเซลที่พุ่งเอาๆ จนทะลักลิตรละ 40 กว่าบาทเข้าไปแล้ว ทำให้ผู้ที่เคยตัดสินใจซื้อรถกระบะเป็นรถบ้าน มากกว่าใช้เพื่อการขนส่งหรือการพาณิชย์ โดยเฉพาะผู้ใช้รถกระบะ 4 ประตูในกทม.และปริมณฑล เกิดอาการถอดใจ

 

โดยส่วนหนึ่งได้ตัดใจเทขายให้เต็นท์รถมือสอง แล้วหันมาใช้รถเก๋งขนาดเล็กแทน ขณะที่อีกส่วนหันไปติดก๊าซ ไม่ว่าจะเป็นก๊าซธรรมชาติอัด(ซีเอ็นจี) หรือก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี)

สำหรับผู้ที่ตัดแปลงเป็นรถปิกอัพติดก๊าซ จำต้องยอมรับสภาพขาดทุนอีก 4 เด้ง คือ

  1. ยอมขาดทุนจากการถอดเครื่องดีเซลคอมมอนเรลซึ่งมีมูลค่าไม่กว่า 150,000 บาท
  2. เสิยเงิน 50,000 บาท เพื่อไปซื้อเครื่องเบนซิลเก่าๆ
  3. เสียเงินค่าวางเครื่องอีก 10,000 บาท โห!!  และ
  4. เสินเงินค่าติดตั้งถังก๊าซซีเอ็นจี หรือแอลพีจีอีก 30,000 – 50,000 บาท

 

เท่ากับว่านอกจากจะขาดทุนจากการถอดเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรลซึ่งได้ชื่อว่าสุดยอดประหยัดน้ำมันดีอยู่แล้ว ยังต้องควักเนื้อเพิ่มอีกถึง 100,000 บาท โห!!

 

ปัญหาก็คือว่าจริงๆแล้ว การนำรถปิกอัพไปติดก๊าซนั้น จะคุ้มหรือไม่?!?

เมื่อคิดถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท ซึ่งจะต้องใช้เวลากว่า 2 ปีถึงจะคุ้มทุน

ขณะที่อัตราบริโภคเชื้อเพลิงก็ต่างกันอักโข โดยปิกอัพดีเซล น้ำมัน 1 ลิตรจะวิ่งได้ 13.31 กม. ขณะที่ปิกอัพซีเอ็นจี จะมีอัตราบริโภค 8.50 กม.ต่อ กก.

 

สำหรับเครื่องยนต์เบนซินเก่าๆ ที่นำมาเปลี่ยน ก็ไม่แน่ใจว่าจะยังใช้งานได้อีกนานเท่าไร 
แถมต้องปวดหัวกับการนำรถมาจูนเรื่อยๆ วิ่งไปได้สักพักก็มีปัญหาแก้ไม่จบเสียที

สิงห์ปิกอัพติดก๊าซแอลพีจี นอกจากจะขวัญผวากับการขับรถขนระเบิดเคลื่อนที่แล้ว ยังต้องประสาทรับประทานว่าเมื่อไรหนอที่รัฐบาลจะลอยตัวราคาก๊าซ

 

ส่วนปิกอัพเอ็นจีวีหรือใช้ก๊าซซีเอ็นจีเป็นเชื้อเพลิง ก็ต้องหงุดหงิดกับการเสียเวลารอคิดเติมก๊าซ

 

หากปั้มก๊าซซีเอ็นจีมี 4 หัวจ่าย ถ้าอยู่ในคิวที่ 10 ก็ต้องเสียเวลาจอดรอดนานถึง 45 นาทีจึงจะได้เริมก๊าซ ซึ่งจะกินเวลาอีก 15 นาทีในการอัดก๊าซ รวมเบ็ดเสร็จต้องเสียเวลาเติมก๊าซนานนับชั่วโมง

อย่าลืมว่าถังก๊าซซีเอ็นจี 1 ถัง จะวิ่งได้เพียง 150 กม. !!

 

ถ้าเดือนหนึ่งใช้รถอยู่1,800 กม. ก็ต้องเติมก๊าซไม่ต่ำกว่า 12 ครั้ง หรือแทบจะวันเว้นวัน เท่ากับต้องเสียเวลาเติมก๊าซในแต่ละเดือนไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมง เมื่อรวมเวลาที่เสียไปทั้งเดือนจะยิ่งสะอึก เพราะได้เสียเวลาทำมาหากินไปไม่น้อย!!

ที่สำคัญ จากแผนการขยายปั้มซีเอ็นจีของ ปตท.ใน 5 ปีข้างหน้า คือ ปี 2555 จะพบว่ามีเพียง 740 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในกทม. และปริมณฑล ขณะที่ปั้มน้ำมันดีเซลของ ปตท. ณ วันนี้มีอยู่ทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 18,521 แห่ง

 

หากระยะทางระหว่างบ้านกับปั้มก๊าซอยู่ห่างราว 50 กม. แค่วิ่งไปกลับเติมก๊าซก็หมดไปแล้วถึง 2 ใน 3 ของถัง เหลือวิ่งใช้งานจริงได้อีกเพียง 50 กม.

เฮ้อ!!!

ข่าวและภาพข่าว จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ฉบับวันอาทิตย์ที่ 20 กรกฏาคม 2551 
โดยคอลัมนิสต์คุณอัลคาโปน

 

2_13

รถยนต์ใช้ก๊าซ NGV และ LPG ทำประกันภัยได้ตามปกติ

 

นางสาวพจนีย์ ธนวรานิช อธิบดีกรมการประกันภัย แจ้งว่าในปัจจุบันราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นมาก ทำให้ประชาชนเริ่มเปลี่ยนจากการใช้น้ำมันมาเป็นก๊าซไม่ว่าจะเป็น NGV หรือ LPG ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องในการทำประกันภัยรถทั้งที่ใช้น้ำมันและใช้ก๊าซ จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบเกี่ยวกับการทำประกันภัยรถยนต์ ดังนี้

  1. การกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ มีปัจจัยที่นำมาใช้ในการกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัย ได้แก่ ประเภทรถ ลักษณะการใช้รถ อายุรถยนต์ อายุผู้ขับขี่ (กรณีกรมธรรม์ระบุชื่อผู้ขับขี่) จำนวนเงินเอาประกันภัย กลุ่มรถยนต์ และอุปกรณ์เพิ่มพิเศษ ( ถ้ามี) ไม่ได้นำปัจจัยในเรื่องการติดตั้งระบบก๊าซ NGV และ LPG มาใช้ในการกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัย
  2. การติดตั้งระบบก๊าซNGV และ LPG สำหรับการประกันภัยรถภาคสมัครใจประเภท 1 จะมีผลให้จำนวนเงินเอาประกันภัยตัวรถเพิ่มขึ้น เนื่องจากการประกันภัยประเภท 1 จะให้ความคุ้มครองรวมถึงอุปกรณ์ เครื่องตกแต่ง หรือสิ่งที่ติดประจำอยู่กับตัวรถยนต์ ฉะนั้น ในการกำหนดจำนวนเบี้ยประกันภัย จะต้องคิดรวมมูลค่าของอุปกรณ์ที่ติดตั้งดังกล่าวไว้ในจำนวนเงินเอาประกันภัยตัวรถด้วย
  3. หากมีการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับระบบก๊าซ NGV และ LPG เจ้าของรถ มีหน้าที่ต้องแจ้งให้บริษัททราบ เนื่องจากหากเจ้าของรถไม่ได้แจ้งการติดตั้งอุปกรณ์หลังจากการ รับประกันภัยแล้ว หากเกิดเหตุและรถคันเอาประกันภัยเป็นฝ่ายผิด ความคุ้มครองที่จะได้รับจากการประกันภัยอาจไม่สมบูรณ์ ดังนี้
  1. หากรถคันเอาประกันภัยเสียหายสิ้นเชิง บริษัทจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ทำไว้เท่านั้น นั่นคือ จำนวนเงินที่ยังไม่รวมมูลค่าอุปกรณ์ของระบบก๊าซที่ติดตั้งเพิ่มเติม
  2. หากอุปกรณ์ติดตั้งระบบก๊าซดังกล่าวได้รับความเสียหายจะไม่ได้รับความคุ้มครอง

ทั้งนี้ ในกรณีที่มีการติดตั้งระบบก๊าซดังกล่าวก่อนการรับประกันภัย ซึ่ง โดยหลักปฏิบัติแล้ว ถือว่าอุปกรณ์ที่ติดตั้งขึ้นมานี้ เป็นส่วนหนึ่งของตัวรถคันเอาประกันภัยอยู่แล้ว ในการประกันภัยประเภท 1 เมื่อเกิดเหตุ บริษัทฯจะต้องให้ความคุ้มครองตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายต่อบุคคลภายนอก และ ความเสียหายต่อตัวรถคันเอาประกันภัย ซึ่งรวมถึงความเสียหายและสูญหายของอุปกรณ์ที่ติดตั้งเพิ่มเติมนี้ด้วย

นางสาวพจนีย์ฯ กล่าวย้ำว่าการรับประกันภัยของบริษัทประกันภัย ไม่ได้คำนึงถึงว่าเป็นรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงชนิดใดในการขับเคลื่อน แต่จะพิจารณาจากประเภท และลักษณะการใช้รถเป็นสำคัญ แต่สิ่งสำคัญเจ้าของรถที่ต้องการเปลี่ยนจากการใช้น้ำมันเป็นใช้ก๊าซไม่ว่า NGV หรือ LPG ก็ตาม ต้องมั่นใจว่าได้มีการติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆจากร้านที่ได้มาตรฐาน เพื่อประโยชน์และความปลอดภัยจากการใช้รถ นอกจากนี้ ขอให้เจ้าของรถที่มีการติดตั้งระบบก๊าซดังกล่าวได้มีการแจ้งข้อมูลให้บริษัทประกันภัยที่รับประกันภัยรถของท่านทราบด้วย เพื่อสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับจากการประกันภัยอย่างครบถ้วน และหากประชาชนท่านใดถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธการรับประกันภัยเนื่องจากการใช้ก๊าซ NGV หรือ LPG ก็ตาม โปรดแจ้งให้กรมการประกันภัยทราบ เพื่อจะได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการประกันภัยรถภาคบังคับหากมีบริษัทใดปฏิเสธการรับประกันภัย กรมการประกันภัยจะได้ลงโทษตามกฎหมายโดยเคร่งครัด ต่อไป

หากมีปัญหาและข้อสงสัยเกี่ยวกับการประกันภัยรถ สามารถสอบถามเพิ่มเติม ได้ที่กรมการประกันภัย โทร. 0-2547-4524 หรือสายด่วนประกันภัย 1186

การที่ผู้ใช้รถติดตั้งก๊าซ NGV หรือ LPG แล้วต้องการทำประกันภัยให้คุ้มครอง สามารถทำได้ โดย
ใช้เอกสารดังนี้

  1. สำเนาใบเสร็จรับเงิน (การติดตั้งก๊าซ)
  2. สำเนาใบรับรองจากวิศวกรผู้ได้รับอนุญาต
  3. เอกสาร”รถใช้ก๊าซ”
  4. ใบรับรองการตรวจสอบและทดสอบ
  5. สำเนาทะเบียนรถ (ที่เพิ่มเติมประเภทเชื้อเพลิงแล้ว)

สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่  0-2973-1500 ต่อ 46-48